โรคเวียนศีรษะบ้านหมุนทรมาน ห้ามพลาด วินิจฉัยแม่นยำ เลือกโรงพยาบาลดี ชีวิตเปลี่ยนทันที

webmaster

A middle-aged woman, fully clothed in modest, comfortable home attire, is slowly and cautiously standing up from a modern armchair in a bright, tidy living room. Her expression is focused and calm, indicating careful, deliberate movement. The scene is well-lit with natural light, creating a serene and professional atmosphere. Perfect anatomy, correct proportions, natural pose, well-formed hands, proper finger count, natural body proportions. Safe for work, appropriate content, fully clothed, modest, family-friendly.

อยู่ดีๆ โลกก็หมุนติ้ว หน้ามืดตาลายจนทรงตัวแทบไม่ได้ ใครที่เคยมีอาการแบบนี้คงเข้าใจความทรมานดีใช่ไหมคะ? อาการเวียนหัวบ้านหมุน หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ผิดที่” (BPPV) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเลยค่ะ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเครียดสะสมก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการได้ง่ายขึ้นจากประสบการณ์ตรง ดิฉันจำได้เลยว่าครั้งหนึ่งเคยต้องทนอยู่กับความเวียนหัวที่จู่ๆ ก็มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาชีวิตประจำวันปั่นป่วนไปหมด แทบจะนอนติดเตียงเลยก็ว่าได้ ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ทรมานใจมากจริงๆ ค่ะ เพราะคิดไปเองว่าเดี๋ยวก็หาย แต่พอไปปรึกษาแพทย์ถึงได้รู้ว่านี่คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกอะไรบางอย่าง หลายคนอาจมองข้าม คิดว่าเป็นแค่อาการเวียนหัวธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว BPPV มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากทุกวันนี้ โชคดีที่ความรู้และความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับอาการเหล่านี้อีกต่อไปนะคะ การหาสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหากใครกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ละก็ อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ มาทำความเข้าใจอย่างละเอียดไปพร้อมกันในบทความนี้กันเลย!

อาการเวียนหัวบ้านหมุนหรือ BPPV นั้นเป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของตะกอนหินปูน (otoconia) ที่หลุดออกจากตำแหน่งปกติในถุงเล็กๆ ในหูชั้นในแล้วไปตกค้างอยู่ในส่วนที่เป็นท่อโค้งครึ่งวงกลม (semicircular canals) ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการทรงตัว ลองจินตนาการภาพง่ายๆ เหมือนกับก้อนกรวดเล็กๆ ที่หลุดเข้าไปในเครื่องจักรที่กำลังทำงานอย่างราบรื่น พอเจ้าก้อนกรวดเหล่านี้เคลื่อนที่ไปมาตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ ก็จะไปกระตุ้นเซลล์ขนที่ไวต่อการรับรู้การเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ ส่งผลให้สมองได้รับสัญญาณที่คลาดเคลื่อน และตีความว่าร่างกายกำลังหมุนหรือเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ทั้งที่ความจริงแล้วเราอาจจะแค่พลิกตัวบนเตียงหรือเงยหน้าขึ้นไปมองอะไรบางอย่างเท่านั้นเองค่ะ

เมื่อโลกหมุนติ้ว: ทำความเข้าใจอาการเวียนหัวบ้านหมุน (BPPV)

โรคเว - 이미지 1

1. อาการที่สังเกตได้ และความแตกต่างจากอาการเวียนหัวทั่วไป

สิ่งที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของ BPPV เลยก็คือ อาการเวียนหัวบ้านหมุนมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นการล้มตัวลงนอน พลิกตัวบนเตียง เงยหน้ามองของที่อยู่สูง ก้มเก็บของ หรือแม้แต่ตอนที่ก้มผูกเชือกรองเท้า อาการจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้เรารู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้างอย่างรุนแรง บางคนถึงขั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะล้มลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียวค่ะ

จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันจำได้เลยว่าตอนที่อาการกำเริบครั้งแรก ฉันแค่ลุกจากเตียงตามปกติ แต่จู่ๆ ทุกอย่างก็หมุนติ้วอย่างรุนแรงจนต้องจับผนังไว้แน่น คลื่นไส้จนแทบจะอาเจียนออกมา เป็นความรู้สึกที่น่าตกใจและทรมานมาก เพราะปกติฉันไม่ใช่คนเวียนหัวง่ายๆ เลย ทำให้ต้องสงสัยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันแน่ และที่สำคัญคือ อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ไม่นานนัก ประมาณไม่กี่วินาทีไปจนถึงหนึ่งนาทีก็จะค่อยๆ ทุเลาลงไปเอง แต่ก็อาจกลับมาเป็นใหม่ได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะในท่าเดิมๆ ที่กระตุ้นอาการ

สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกให้ออกระหว่างอาการเวียนหัวบ้านหมุนของ BPPV กับอาการเวียนหัวอื่นๆ ที่อาจเกิดจากสาเหตุที่ต่างกัน เช่น

  • เวียนหัวจากความดันโลหิตต่ำ: มักรู้สึกหน้ามืด ใจหวิว วูบ เมื่อเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืนอย่างรวดเร็ว
  • เวียนหัวจากความเครียด/พักผ่อนน้อย: มักรู้สึกมึนๆ หัว โคลงเคลง ไม่ใช่บ้านหมุนรุนแรง แต่จะมาพร้อมกับอาการตึงเครียด ปวดเมื่อยตามตัว
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease): นอกจากเวียนหัวบ้านหมุนแล้ว มักจะมีอาการหูอื้อ มีเสียงในหู หรือการได้ยินลดลงร่วมด้วย ซึ่งอาการเวียนหัวมักจะเป็นนานกว่า BPPV อาจเป็นหลายชั่วโมง

ดังนั้น หากคุณมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ และเป็นระยะเวลาสั้นๆ ล่ะก็ มีแนวโน้มสูงที่จะเป็น BPPV ค่ะ

2. กลไกของตะกอนหินปูนในหูชั้นใน

ภายในหูชั้นในของคนเรามีระบบที่ซับซ้อนเรียกว่าระบบการทรงตัว (vestibular system) ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ คือ อวัยวะที่รับรู้การเคลื่อนไหวเชิงเส้น (utricle และ saccule) และท่อโค้งครึ่งวงกลมสามท่อ (semicircular canals) ที่รับรู้การเคลื่อนไหวเชิงหมุน ภายใน utricle และ saccule จะมีผลึกแคลเซียมคาร์บอเนตขนาดเล็กมากที่เราเรียกว่า “ตะกอนหินปูน” หรือ “otoconia” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สมองรับรู้ถึงตำแหน่งของศีรษะเมื่อเทียบกับแรงโน้มถ่วงของโลก

ปัญหามันจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าตะกอนหินปูนเหล่านี้ ซึ่งโดยปกติควรจะอยู่กับที่ใน utricle ดันหลุดออกมาแล้วลอยเข้าไปในท่อโค้งครึ่งวงกลม (ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีตะกอนหินปูนอยู่ตามธรรมชาติ) เมื่อเราขยับศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นการพลิกตัว ลุกขึ้น หรือก้มลง ตะกอนหินปูนที่หลุดเข้าไปก็จะเคลื่อนที่ไปตามของเหลวในท่อโค้ง ทำให้ของเหลวนั้นเกิดการไหลเวียนผิดปกติ และไปกระตุ้นเซลล์ขนที่อยู่ในส่วนปลายของท่อโค้งอย่างรุนแรง สัญญาณที่ผิดปกตินี้จะถูกส่งไปยังสมอง ทำให้สมองเข้าใจผิดว่าร่างกายกำลังหมุนหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งที่ความจริงเราอาจจะแค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ

ประสบการณ์ตรงกับการรับมือ BPPV: มันแย่แค่ไหนกันเชียว?

1. ชีวิตประจำวันที่พลิกผัน

ตอนที่ฉันมีอาการ BPPV กำเริบครั้งแรกและต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่ง ชีวิตประจำวันของฉันที่เคยเป็นปกติสุขก็พลิกผันไปหมดเลยค่ะ จากคนที่เคยตื่นเช้าออกกำลังกาย แต่งหน้าทำผมได้อย่างอิสระ กลายเป็นคนที่ต้องประคองตัวเองทุกย่างก้าว แม้แต่การหันหน้ามองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ การพลิกตัวตอนนอนกลายเป็นฝันร้าย เพราะทุกครั้งที่ขยับตัว โลกทั้งใบก็หมุนคว้างไปหมด จนบางครั้งต้องพยายามนอนท่าเดิมทั้งคืนเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้

ดิฉันจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกท้อแท้มาก เพราะการใช้ชีวิตอย่างปกติมันยากเหลือเกิน การเดินทางด้วยรถยนต์ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะแค่รถเลี้ยวหรือเบรกกะทันหันก็สามารถกระตุ้นอาการได้แล้ว ดิฉันต้องยกเลิกนัดหมายหลายอย่าง งดกิจกรรมที่ชอบ เพราะกลัวว่าอาการจะกำเริบขึ้นมากลางคัน การใช้ชีวิตที่ต้องระแวงอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ มันบั่นทอนกำลังใจมากๆ เลยค่ะ จนบางครั้งคิดว่าหรือว่าเราจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้กันนะ ซึ่งความกังวลนี้เองที่ยิ่งทำให้สภาพจิตใจแย่ลงไปอีก

2. ผลกระทบทางจิตใจที่หลายคนมองข้าม

นอกเหนือจากความทรมานทางกายแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือผลกระทบทางจิตใจค่ะ การที่อาการเวียนหัวบ้านหมุนมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้เกิดความกังวลและความกลัวในการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนกลายเป็นคนไม่กล้าออกไปไหนคนเดียว กลัวว่าอาการจะกำเริบขึ้นมาแล้วจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือกลัวว่าจะหกล้มจนเกิดอุบัติเหตุ ดิฉันเองก็เคยรู้สึกเหมือนกันค่ะว่าความมั่นใจในตัวเองลดลงอย่างมาก เพราะแค่การขยับตัวง่ายๆ ก็ยังเป็นปัญหา ทำให้รู้สึกว่าร่างกายไม่เป็นไปตามที่เราควบคุมได้เหมือนเดิม

ความเครียดที่สะสมจากการต้องทนอยู่กับอาการ รวมถึงความไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง (เพราะเป็นอาการที่มองไม่เห็น) ยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้าทางใจ บางครั้งดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมต้องเป็นเราด้วยนะ? โชคดีที่เมื่อได้ไปพบแพทย์และได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน พร้อมทั้งแนวทางการรักษาที่ทำให้อาการดีขึ้น ความกังวลและความเครียดเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดลงไปได้มากเลยค่ะ สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือการยอมรับและทำความเข้าใจกับอาการเป็นสิ่งสำคัญ และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดีที่สุด

การวินิจฉัย BPPV: จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น?

1. ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญ

เมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการเวียนหัวบ้านหมุน สิ่งแรกที่แพทย์จะทำคือการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าอาการเวียนหัวของเรานั้นมีลักษณะเฉพาะของ BPPV หรือไม่ เช่น เวียนหัวเมื่อเปลี่ยนท่าทางหรือไม่? อาการเป็นนานแค่ไหน? มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่? นี่เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะจะช่วยให้แพทย์ตัดสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวออกไปได้

จากนั้น แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและที่สำคัญที่สุดคือการทำ “Dix-Hallpike Maneuver” ซึ่งเป็นการตรวจเฉพาะที่ใช้ในการวินิจฉัย BPPV โดยตรง ขั้นตอนนี้คุณหมอจะให้เรานั่งบนเตียง จากนั้นจะค่อยๆ จับศีรษะของเราหันไปด้านหนึ่ง แล้วรีบล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็วโดยที่ศีรษะยังคงหันอยู่ และอาจจะห้อยลงจากขอบเตียงเล็กน้อย เพื่อให้ตะกอนหินปูนที่อาจหลุดเข้าไปในท่อโค้งครึ่งวงกลมเกิดการเคลื่อนที่

ตอนที่ฉันได้รับการตรวจนี้ครั้งแรก ก็แอบตกใจเล็กน้อยกับการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างฉับไว แต่คุณหมอก็อธิบายให้ฟังก่อนค่ะว่านี่คือวิธีที่ได้ผลที่สุด และเมื่อทำไปแล้ว อาการเวียนหัวบ้านหมุนที่คุ้นเคยก็กลับมาจริงๆ ค่ะ แต่คราวนี้คุณหมอจะสังเกตเห็น “ตากระตุก” หรือ “nystagmus” ที่เกิดขึ้นในดวงตาของเรา ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ยืนยันว่าเราเป็น BPPV ได้เกือบ 100% เลย การตรวจนี้อาจทำให้เวียนหัวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นค่ะ และมันคุ้มค่ามากที่จะได้รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

2. การเตรียมตัวก่อนไปพบแพทย์

เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำในการวินิจฉัย สิ่งที่เราควรเตรียมตัวก่อนไปพบแพทย์คือการจดบันทึกรายละเอียดของอาการให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ เช่น

  • อาการเริ่มเมื่อไหร่: วันที่และเวลาที่อาการเวียนหัวบ้านหมุนเกิดขึ้นครั้งแรก
  • ลักษณะของอาการ: เวียนหัวแบบไหน (บ้านหมุน, มึน, โคลงเคลง) เป็นระยะเวลาเท่าไหร่? (กี่วินาที, กี่นาที, กี่ชั่วโมง?)
  • ท่าทางที่กระตุ้นอาการ: เช่น เมื่อล้มตัวนอน, พลิกตัว, เงยหน้า, ก้มเก็บของ
  • อาการร่วมอื่นๆ: เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, หูอื้อ, มีเสียงในหู, การได้ยินลดลง, ปวดหัว
  • ยาที่กำลังรับประทานอยู่: ทั้งยาที่แพทย์สั่งและอาหารเสริม
  • โรคประจำตัวอื่นๆ: ที่อาจมีผลต่ออาการ

การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไปจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมากเลยค่ะ และไม่ต้องกังวลนะคะ หากรู้สึกเวียนหัวมากจนจำรายละเอียดไม่ได้หมด แค่บอกเล่าให้คุณหมอฟังตามที่เราจำได้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ทางออกที่ไม่ต้องทนทรมาน: การรักษา BPPV ที่ได้ผลจริง

1. เทคนิค Epley Maneuver ที่หมอแนะนำ

ข่าวดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย BPPV คือภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้ยาซับซ้อนเลยค่ะ วิธีการรักษานั้นคือ “Epley Maneuver” หรือที่บางครั้งเรียกว่า “การจัดท่าบริหาร” ซึ่งเป็นเทคนิคที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะจัดท่าทางของศีรษะและลำตัวของเราเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ตะกอนหินปูนที่หลุดเข้าไปในท่อโค้งครึ่งวงกลม ค่อยๆ เคลื่อนที่กลับเข้าไปในตำแหน่งที่ถูกต้องใน utricle

ตอนที่ฉันได้รับการทำ Epley Maneuver ครั้งแรก ฉันรู้สึกประทับใจมากค่ะ เพราะหลังจากทำไปเพียงไม่กี่ครั้ง อาการเวียนหัวบ้านหมุนก็ลดลงไปอย่างชัดเจน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าการขยับท่าทางง่ายๆ แบบนี้จะช่วยได้ถึงขนาดนี้เลย คุณหมอจะค่อยๆ สอนขั้นตอนอย่างละเอียด และแนะนำให้ทำซ้ำเองที่บ้านเพื่อคงประสิทธิภาพของการรักษา หลายคนอาจจะรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นในขณะที่กำลังทำท่าบริหาร แต่เป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะตะกอนหินปูนกำลังเคลื่อนที่นั่นเอง และอาการนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด

ในประเทศไทย โรงพยาบาลหลายแห่งมีคลินิกเฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก หรือคลินิกเวียนศีรษะ ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ Epley Maneuver โดยเฉพาะ หากใครมีอาการ BPPV อย่าลังเลที่จะไปปรึกษาเลยนะคะ เพราะการได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีจะช่วยให้คุณภาพชีวิตกลับมาดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

2. ทางเลือกอื่น ๆ และการใช้ยา

แม้ว่า Epley Maneuver จะเป็นวิธีหลักและมีประสิทธิภาพสูงในการรักษา BPPV แต่ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาการรักษาทางเลือกอื่นๆ หรือการใช้ยาร่วมด้วยได้ค่ะ

  • การบริหารร่างกายอื่นๆ: นอกจาก Epley Maneuver แล้ว ยังมีท่าบริหารอื่นๆ ที่อาจนำมาใช้ได้ เช่น Semont Maneuver หรือ Brandt-Daroff exercises ซึ่งแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะประเมินความเหมาะสมของแต่ละท่ากับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การใช้ยา: โดยทั่วไปแล้ว ยาไม่ได้รักษา BPPV ให้หายขาดได้โดยตรง เพราะตัวยาไม่สามารถทำให้ตะกอนหินปูนกลับเข้าที่ได้ แต่แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนหัวอย่างรุนแรงในช่วงแรกที่ยังมีอาการมาก เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้นและสามารถทำท่าบริหารได้ง่ายขึ้น ยาที่อาจใช้ได้แก่ ยาแก้เวียนศีรษะ (เช่น Dimenhydrinate), ยาแก้อาเจียน หรือยากล่อมประสาทอ่อนๆ แต่ก็ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้นนะคะ
  • การผ่าตัด: นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายที่แทบจะไม่ค่อยได้ใช้กับการรักษา BPPV เลยค่ะ เนื่องจากวิธีการที่ไม่รุกรานอย่าง Epley Maneuver มีประสิทธิภาพสูงมากอยู่แล้ว การผ่าตัดจะพิจารณาในกรณีที่อาการรุนแรงมาก เป็นซ้ำบ่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ จริงๆ เท่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายของเราค่ะ

ชีวิตที่ปรับสมดุล: เมื่อต้องอยู่ร่วมกับ BPPV อย่างเข้าใจ

1. การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันเพื่อลดการกำเริบ

แม้ว่า BPPV จะรักษาให้หายได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการกำเริบซ้ำได้อีกค่ะ ดังนั้น การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการดูแลตัวเองคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้มากเลยค่ะ

สิ่งที่ฉันพยายามทำอย่างสม่ำเสมอคือ

  • เคลื่อนไหวช้าๆ: ไม่ว่าจะลุกจากเตียง พลิกตัว หรือหันศีรษะ ควรทำอย่างช้าๆ และมีสติ ให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว
  • หลีกเลี่ยงท่าทางกระตุ้น: หากรู้ว่าท่าไหนที่ทำให้เกิดอาการ ให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยน เช่น ถ้าเงยหน้าแล้วเวียน ให้พยายามใช้เก้าอี้ปีนขึ้นไปหยิบของแทนการเงยหน้าสุด
  • นอนหนุนหมอนสูง: การหนุนหมอนให้ศีรษะอยู่สูงเล็กน้อย อาจช่วยลดการเคลื่อนที่ของตะกอนหินปูนในระหว่างการนอนหลับได้ในบางคน
  • งดกิจกรรมเสี่ยง: ในช่วงที่ยังมีอาการ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวศีรษะอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น การเล่นกีฬาที่ต้องมีการกระโดดหรือหมุนตัวมากๆ
  • รักษาสุขภาพโดยรวม: พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายและลดโอกาสการเกิดอาการ

2. เคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมั่นใจ

การอยู่ร่วมกับ BPPV ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงตลอดไปนะคะ เราสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจได้ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของโรคและมีวิธีรับมือที่ดี

นี่คือเคล็ดลับเพิ่มเติมที่ฉันใช้แล้วรู้สึกว่าช่วยได้มากค่ะ:

  • จัดสภาพแวดล้อม: ตรวจสอบบ้านหรือที่ทำงานให้ปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวางที่อาจทำให้สะดุดล้ม โดยเฉพาะในห้องน้ำหรือทางเดินในเวลากลางคืน การมีราวจับหรือไฟส่องสว่างที่เพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มได้มาก
  • มีสติอยู่เสมอ: พยายามโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่และเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนท่าทาง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากอาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ หรือไม่ดีขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับแนวทางการรักษา
  • อย่าเก็บความกังวลไว้คนเดียว: พูดคุยกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงอาการของเราและสามารถช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น การได้ระบายความรู้สึกก็ช่วยให้เราสบายใจขึ้นมากค่ะ

จำไว้ว่าการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังไม่ใช่การอยู่ด้วยความกลัว แต่คือการใช้ชีวิตอย่างฉลาดและเข้าใจร่างกายของเราเองค่ะ

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอ?

1. อาการร่วมที่อาจบ่งบอกถึงภาวะอื่นที่อันตรายกว่า

แม้ว่า BPPV จะเป็นภาวะที่ไม่อันตรายร้ายแรงและสามารถรักษาได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกอาการเวียนหัวบ้านหมุนออกจากอาการเวียนหัวที่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่รุนแรงกว่า เช่น โรคทางสมอง หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น หากมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ คุณควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ชักช้าเลยค่ะ

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวังได้แก่:

  • เวียนหัวอย่างรุนแรงและเป็นนาน: นานกว่า 1-2 นาที หรือเป็นต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ได้เป็นเฉพาะตอนเปลี่ยนท่า
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและฉับพลัน: โดยเฉพาะที่ไม่เคยปวดมาก่อน
  • อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก: ใบหน้า แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง
  • พูดลำบาก: พูดไม่ชัด พูดแล้วลิ้นแข็ง หรือไม่สามารถพูดได้เลย
  • มองเห็นภาพซ้อน: หรือตามัวอย่างกะทันหัน
  • ทรงตัวลำบากอย่างมาก: ไม่สามารถเดินได้ตรง หรือรู้สึกจะล้มตลอดเวลา
  • หมดสติ หรือหน้ามืดวูบ: ไม่ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ หรือนานก็ตาม
  • มีไข้สูง และคอแข็ง: อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบประสาท

อาการเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะของ BPPV ทั่วไป แต่เป็นสัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือเนื้องอกในสมอง การรู้สัญญาณเหล่านี้และไปพบแพทย์ได้ทันเวลาอาจช่วยชีวิตคุณได้เลยนะคะ

2. ความสำคัญของการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

หลังจากได้รับการวินิจฉัยและรักษา BPPV แล้ว สิ่งสำคัญคือการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดค่ะ เพราะบางคนอาจมีอาการกำเริบซ้ำได้ หรือบางครั้งอาการเวียนหัวบ้านหมุนอาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของภาวะอื่นที่ยังไม่แสดงอาการเต็มที่

ดิฉันขอแนะนำให้จดบันทึกอาการเป็นประจำ ถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม การบันทึกนี้จะช่วยให้เราและแพทย์สามารถประเมินผลการรักษาและวางแผนการดูแลในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น เช่น หากมีอาการกำเริบซ้ำบ่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ทำท่าบริหารซ้ำ หรือหาสาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ การไปพบแพทย์ตามนัดหมายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะคะ แม้ว่าเราจะรู้สึกดีขึ้นมากแล้วก็ตาม เพราะการตรวจติดตามผลจะช่วยให้แพทย์มั่นใจว่าเราได้รับการรักษาที่ครบถ้วนและอาการไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกอย่างรุนแรง หรือหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นใหม่ แพทย์ก็จะสามารถตรวจพบและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที การดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชีวิตเราเลยค่ะ

ก้าวข้ามความกังวล: เราไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้กับ BPPV

1. แบ่งปันเรื่องราวและกำลังใจ

ฉันอยากบอกทุกคนที่กำลังเผชิญกับอาการเวียนหัวบ้านหมุนว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” เลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง ฉันรู้ว่ามันโดดเดี่ยวและน่ากลัวแค่ไหนเมื่อต้องทนอยู่กับความรู้สึกที่ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อได้แบ่งปันเรื่องราวกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่การอ่านเรื่องราวของผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันบนอินเทอร์เน็ต มันช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ

การได้เห็นว่ามีคนมากมายที่ประสบปัญหาเดียวกัน และพวกเขาก็สามารถผ่านพ้นมันไปได้ ทำให้ฉันมีกำลังใจมากขึ้น การพูดคุยกับคนที่เข้าใจความรู้สึกของเราจะช่วยลดความเครียดและความกังวลลงได้มาก บางครั้ง การได้เรียนรู้เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น วิธีการปรับเปลี่ยนท่านอน หรือเทคนิคการจัดบ้านให้ปลอดภัย ก็สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้จริง

อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วย หากรู้สึกว่าต้องการกำลังใจและการแบ่งปันนะคะ การเปิดใจพูดคุยจะช่วยให้เราไม่รู้สึกแบกรับภาระนี้ไว้คนเดียวค่ะ

2. ตารางสรุป: ข้อควรรู้เกี่ยวกับอาการเวียนหัวที่พบบ่อย

เพื่อช่วยให้ทุกคนเห็นภาพรวมและเข้าใจความแตกต่างของอาการเวียนหัวประเภทต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ฉันได้สรุปข้อมูลสำคัญไว้ในตารางด้านล่างนี้ค่ะ จะได้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรสงสัย BPPV และเมื่อไหร่ควรระวังอาการอื่นที่อาจเป็นอันตราย

ประเภทอาการเวียนหัว ลักษณะอาการเด่น สาเหตุที่พบบ่อย ข้อควรสังเกต
BPPV (บ้านหมุนจากตะกอนหินปูน) เวียนหัวบ้านหมุนทันทีเมื่อเปลี่ยนท่าทาง (ล้มตัวนอน, เงยหน้า, ก้ม) มักเป็นสั้นๆ (ไม่กี่วินาที – นาที) ตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ผิดที่ สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวศีรษะ ไม่รุนแรงต่อเนื่อง รักษาหายได้ด้วย Epley Maneuver
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เวียนหัวรุนแรง หูอื้อ มีเสียงในหู การได้ยินลดลง มักเป็นนานหลายชั่วโมง – วัน ความผิดปกติของน้ำในหูชั้นใน มีอาการครบ 3 อย่าง (เวียนหัว, หูอื้อ, หูมีเสียง) มักเป็นๆ หายๆ
เวียนหัวจากความเครียด/พักผ่อนน้อย รู้สึกมึนๆ หัว โคลงเคลง มักมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดหัว ตึงคอ อ่อนเพลีย ความเครียด, พักผ่อนไม่เพียงพอ, ภาวะวิตกกังวล อาการไม่รุนแรงเท่าบ้านหมุน แต่เป็นเรื้อรัง อาจมีอาการทางจิตใจร่วมด้วย
เวียนหัวจากความดันโลหิตต่ำ/โลหิตจาง หน้ามืด ใจหวิว วูบ เมื่อเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นยืน หรือลุกขึ้นเร็วๆ การไหลเวียนโลหิตไม่ดี, ขาดน้ำ, การสูญเสียเลือด, ภาวะโลหิตจาง มักเป็นชั่วขณะ เมื่อปรับท่าแล้วอาการจะดีขึ้น
เวียนหัวจากยา/ผลข้างเคียงยา เวียนหัว มึนงง คลื่นไส้ หลังจากรับประทานยาบางชนิด ผลข้างเคียงของยาบางประเภท เช่น ยาลดความดัน ยาแก้แพ้บางชนิด ยาทางจิตเวช มีประวัติการใช้ยาชนิดใหม่หรือมีการปรับขนาดยา
เวียนหัวจากโรคทางสมอง (เช่น Stroke, เนื้องอก) เวียนหัวอย่างรุนแรง ไม่สัมพันธ์กับท่าทาง มีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น ชาครึ่งซีก, พูดไม่ชัด, เห็นภาพซ้อน, ทรงตัวไม่ได้ ความผิดปกติของสมอง เป็นอาการที่ร้ายแรงที่สุด ต้องรีบพบแพทย์ทันที

หวังว่าตารางนี้จะเป็นประโยชน์ในการสังเกตอาการของตัวเองและคนรอบข้างนะคะ การมีความรู้ความเข้าใจจะช่วยให้เราสามารถดูแลตัวเองและเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงทีค่ะ และจำไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะเจอเรื่องท้าทายอะไรในชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ท้อแท้ และเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ!

บทส่งท้าย

ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณผู้อ่านทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้ทำความเข้าใจกับภาวะ BPPV ได้อย่างถ่องแท้ขึ้นนะคะ การได้รู้ว่าอาการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีวิธีรับมือแบบไหนที่ได้ผลจริง จะช่วยลดความกังวลและทำให้เราสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขอีกครั้งค่ะ ขอให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับอาการนี้ และโปรดจำไว้เสมอว่าการดูแลตัวเองและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดีที่สุดเสมอค่ะ

ข้อมูลน่ารู้ที่เป็นประโยชน์

1. หากมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่สงสัยว่าเป็น BPPV ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก หรือนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบการทรงตัวโดยเฉพาะ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

2. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอสามารถส่งผลให้อาการเวียนหัวแย่ลงได้ ดังนั้นการจัดการความเครียดและการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวและลดการกำเริบของอาการ

3. การดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่สำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้รักษา BPPV โดยตรง แต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและลดโอกาสเกิดอาการอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

4. พยายามหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวศีรษะที่รวดเร็วและกะทันหัน โดยเฉพาะการลุกจากเตียง การพลิกตัว หรือการเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นท่าที่มักกระตุ้นอาการ

5. หากได้รับการทำ Epley Maneuver แล้ว และอาการยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ อาจมีการปรับท่าบริหาร หรือหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติม

สรุปประเด็นสำคัญ

BPPV คืออาการเวียนหัวบ้านหมุนที่เกิดจากตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเปลี่ยนท่าทางศีรษะ และเป็นอยู่ไม่นาน สามารถวินิจฉัยได้ด้วย Dix-Hallpike Maneuver และรักษาให้หายขาดได้ด้วย Epley Maneuver เป็นหลัก การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและการเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายอื่นๆ ร่วมด้วยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่สาเหตุที่รุนแรงกว่าค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: สาเหตุหลักๆ ของอาการเวียนหัวบ้านหมุน (BPPV) เกิดจากอะไรคะ แล้วทำไมบางทีถึงไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าเลย?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจมากเลยค่ะ เพราะตอนที่ดิฉันเป็นครั้งแรกก็มึนตึ้บ ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร อยู่ดีๆ โลกก็หมุนติ้ว หน้ามืดตาลายไปหมดเลยเนอะ? สาเหตุหลักๆ ของ BPPV หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ผิดที่’ เนี่ย มันก็ตรงตัวเลยค่ะ คือเกิดจากเจ้าตะกอนหินปูนเล็กๆ ในหูชั้นในของเราที่ควรจะเกาะติดอยู่กับที่ ดันหลุดลอยไปอยู่ในส่วนอื่นของหูชั้นในที่มันไม่ควรอยู่ พอเราขยับศีรษะ เช่น ล้มตัวลงนอน เงยหน้าขึ้นมอง หรือพลิกตัวตอนกลางคืน ไอ้เจ้าตะกอนตัวร้ายนี่แหละค่ะ มันจะไปกระตุ้นเซลล์รับความรู้สึก ทำให้สมองเราตีความผิดว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่เราอาจจะแค่ขยับนิดเดียวเองถามว่าทำไมบางทีไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า?
นั่นแหละค่ะเป็นความน่าหงุดหงิดของมันเลย! บางทีมันก็มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจริงๆ ค่ะ ดิฉันเองก็เคยเจอ บางครั้งมันก็เชื่อมโยงกับความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือบางทีก็เป็นผลพวงจากการกระแทกที่ศีรษะเล็กน้อยที่เราอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำค่ะ แต่เอาจริงนะคะ หลายครั้งหมอก็หาไม่เจอสาเหตุที่แน่ชัดหรอกค่ะ ซึ่งนั่นทำให้เรายิ่งรู้สึกสับสน แต่สิ่งสำคัญคือรู้ว่ามันคืออะไร และรู้วิธีจัดการมันค่ะ

ถาม: ถ้าสงสัยว่าตัวเองเป็น BPPV ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านไหนคะ และการวินิจฉัยโรคนี้มีความซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน?

ตอบ: นี่เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ! เพราะตอนที่ดิฉันมีอาการหนักๆ ก็สับสนไม่รู้จะไปหาหมอแผนกไหนดี กลัวว่าไปแล้วหมอจะไม่เข้าใจอาการเรา ยิ่งพอคิดว่าอาจจะต้องทรมานกับมันไปเรื่อยๆ ก็ใจหายเหมือนกันค่ะ ถ้าคุณสงสัยว่าเป็น BPPV สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบไปพบแพทย์ เฉพาะทางหู คอ จมูก (ENT) เลยค่ะ หรือถ้าสะดวกและมีโรงพยาบาลที่มีคลินิกเกี่ยวกับอาการเวียนศีรษะโดยตรงจะดีที่สุดเลยค่ะ เพราะคุณหมอเฉพาะทางเหล่านี้จะมีความเชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยโดยเฉพาะการวินิจฉัย BPPV ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดค่ะ ส่วนใหญ่คุณหมอจะใช้วิธีที่เรียกว่า การทดสอบ Dix-Hallpike (ดิกซ์-ฮอลล์ไพค์) ซึ่งก็คือการให้เราอยู่ในท่าทางต่างๆ ที่จะกระตุ้นให้อาการเวียนหัวบ้านหมุนกำเริบขึ้นชั่วขณะ เพื่อให้คุณหมอสังเกตอาการตาเหลือกที่เรียกว่า Nystagmus ค่ะ จำได้ว่าตอนตัวเองทำก็รู้สึกเวียนหัวมากๆ ค่ะ แต่พอคุณหมอเห็นอาการแล้วก็บอกได้เลยว่าใช่ BPPV ซึ่งวินาทีนั้นคือโล่งใจมาก!
อย่างน้อยก็รู้ว่ามีโรคและมีทางรักษา ไม่ใช่แค่อาการที่คิดไปเอง และคุณหมอจะแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมให้เราค่ะ ไม่ต้องกังวลเลยนะคะว่ามันจะยุ่งยาก เพราะคุณหมอจะช่วยให้เราผ่านมันไปได้แน่นอนค่ะ

ถาม: โรค BPPV สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหมคะ และวิธีการรักษาส่วนใหญ่ที่ใช้กันมีอะไรบ้าง?

ตอบ: เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้มากที่สุดเลยค่ะ! เพราะคงไม่มีใครอยากทนอยู่กับอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่มันสร้างความปั่นป่วนในชีวิตแบบนี้ไปตลอดใช่ไหมคะ? ดิฉันขอตอบตรงนี้เลยว่า “หายขาดได้” ค่ะ!
ไม่ต้องกังวลเลยนะคะ ส่วนตัวเคยคิดว่าคงต้องเป็นโรคประจำตัวไปตลอดชีวิต แต่พอได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาการมันก็ดีขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อเลยค่ะวิธีการรักษาส่วนใหญ่ที่ใช้กันสำหรับ BPPV จะเป็นการทำท่าบริหารศีรษะเพื่อจัดตำแหน่งตะกอนหินปูนให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ค่ะ ท่าที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ การทำ Epley maneuver (เอพเลย์ มานูเวอร์) ค่ะ ซึ่งเป็นท่าทางที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะช่วยจัดท่าทางให้เราทำตามอย่างถูกต้อง หรือบางครั้งก็มี Brandt-Daroff exercises (แบรนท์-ดารอฟฟ์ เอ็กเซอร์ไซส์) ที่เราสามารถทำเองที่บ้านได้ด้วยค่ะ แต่ย้ำเลยนะคะว่า “ต้องปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเสมอ” อย่าพยายามทำเองมั่วๆ เด็ดขาดค่ะ เพราะถ้าทำผิดท่าอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้ค่ะ คุณหมอจะแนะนำยาบรรเทาอาการเวียนหัวให้ควบคู่กันไปในระยะแรกด้วยค่ะ ที่สำคัญคือต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อดทน และสม่ำเสมอค่ะ ถ้าทำตามนี้รับรองว่าอาการเวียนหัวบ้านหมุนจะไม่มาปั่นป่วนชีวิตเราได้อีกนานเลยค่ะ!

📚 อ้างอิง